วันพุธที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2555

7. จะทราบได้อย่างไรว่ามีการติดเชื้อเอดส์ ?


จะทราบได้อย่างไรว่ามีการติดเชื้อเอดส์ ?

      การตรวจเลือดเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะบอกว่ามีการติดเชื้อไวรัสเอดส์หรือไม่ หลักการของการตรวจเลือดเอดส์ก็คือการดูว่าในเลือดมีแอนติบอดีย์หรือภูมิคุ้นเคยที่ทำปฎิกิริยากับไวรัสเอดส์หรือไม่ ถ้ามีก็จะทำให้เปลี่ยนสีของน้ำยาที่ใช้ทดสอบในกรณีที่ชุดทดสอบนั้นใช้หลักการของอีไลซ่า (ELISA) หรือทำให้มีการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติอื่นๆ แล้วแต่วิธีการของชุดทดสอบที่ใช้วิธีทดสอบบางชนิดอาจใช้เวลาเพียง 2 นาที ก็ทราบผลแล้ว นอกจากจะใช้เลือดในการทดสอบการติดเชื้อเอดส์แล้วยังสามารถใช้น้ำลายและปัสสาวะได้ด้วย ทำให้ไม่ต้องเจ็บตัว จากการเจาะเลือดและได้ความแม่นยำเกือบเท่าการใช้เลือดตรวจ การใช้น้ำลาย หรือปัสสาวะตรวจเอดส์แทนเลือดได้นั้น ไม่ได้แปลว่าน้ำลายหรือปัสสาวะแพร่เชื้อเอดส์ได้ เพราะเป็นการตรวจหาแอนติบอดีย์หรือภูมิคุ้นเคยที่อยู่ในน้ำลายหรือปัสสาวะไม่ได้ตรวจหาตัวไวรัสเอดส์เอง
วิธีตรวจเลือดเอดส์หรือตรวจน้ำลายที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันมีความไวและความแม่นยำสูงมาก คือ มีความไวสูงถึง 99.8-100% กล่าวคือคนที่มีการติดเชื้อเอดส์ 1,000 คนอาจตรวจพบเลือดเอดส์บวก 998 คน ซึ่งก็นับว่าดีมาก ๆ แต่ยังมีอีก 2 คนใน 1,000 คนที่ยังอาจตรวจไม่พบในทำนองเดียวกัน คนที่ไม่มีการติดเชื้อเอดส์ 1,000 คนไปตรวจเลือด อาจพบว่า 998 คนจะมีเลือดเอดส์ลบ แสดงว่ามี ความแม่นยำหรือความจำเพาะถึง 99.8% แต่ก็ยังมีอีก 2 คนใน 1,000 คน ที่จะมีเลือดเอดส์บวกซึ่งจะมีผลกระทบทางด้านจิตใจและสังคมอย่างมากมาย จึงจำต้องทดสอบยืนยันให้แน่นอนเสียก่อน โดยอาจใช้ชุดทดสอบอีไลซ่าของอีกบริษัทหนึ่งหรือใช้วิธีทดสอบที่มีหลักการที่แตกต่างกัน เช่น วิธีพาร์ติ-เคิล แอ๊กกลูติเนชั่น เป็นต้นด้วยเหตุผลที่ว่าการทดสอบเอดส์อาจมีทั้งผลบวก และผลลบเทียมและมีผลกระทบมากมายต่อผู้ถูกทดสอบโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ผลทดสอบออกมาเป็นบวก บางคนถึงกับฆ่าตัวตายเลยก็มี ดังนั้นจึงควรต้องมีการให้คำปรึกษาแนะนำที่ดีก่อนและหลังการทดสอบทุกครั้ง เพื่อให้เข้าใจถึงประโยชน์และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการตรวจเอดส์ และความหมายของการทีมีผลเลือดเอดส์เป็นลบหรือเป็นบวก เพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ให้ติดเชื้อเอดส์ขึ้นมาในอนาคต หรือไม่แพร่เชื้อเอดส์ให้ผู้อื่น
การให้คำปรึกษาแนะนำ
ก. การให้คำปรึกษาแนะนำก่อนการทดสอบเอดส์

(1) จะต้องมีการอธิบายให้ผู้มาขอรับการทดสอบเข้าใจว่าการตรวจเลือดเอดส์นั้นเป็นอย่างไร เป็นการตรวจว่ามีภูมิคุ้นเคยต่อไวรัสโรคเอดส์หรือไม่ ไม่ได้บอกว่าเป็นโรคเอดส์แล้วเสมอไป และเวลานี้ก็คงจะยังมีไวรัสโรคเอดส์อยู่ในตัวซึ่งการที่เป็นโรคเอดส์แล้วชีวิตอาจจะสั้นแต่การที่ติดเชื้อเฉยๆอาจมีชีวิตอยู่ไปได้อีก 10-15 ปี แต่มีไวรัสเอดส์ในตัวซึ่งสามารถแพร่ไปสู่คนอื่นๆได้


(2) จะต้องถามเหตุจูงใจหรือเหตุผลในการขอตรวจเอดส์ เพราะตัวเองไปมีพฤติกรรมเสี่ยงมา จึงอยากรู้ว่าเพลี่ยงพล้ำมีการติดเชื้อเอดส์หรือไม่ หรือว่าถูกนายจ้างบังคับให้ตรวจหรือมาตรวจ ๆ ตามคนอื่นหญิงบริการหลายคนเข้าใจว่า การตรวจเลือดเอดส์เป็นวิธีการหนึ่งในการป้องกันตนเองจากโรคเอดส์ เป็นต้น ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง


(3) จะต้องถามว่าถ้ารู้ว่าผลเลือดเป็นลบเขาจะทำอะไร (ซึ่งหญิงบริการหลายคนตอบว่าจะได้ทำงานต่อไป) หรือถ้าผลเจาะเลือดเอดส์เป็นบวกเขาจะทำยังไง ถ้าตอบว่าเลือดเอดส์บวกจะได้ฆ่าตัวตายเช่นนี้ก็ต้องคุยกันนานหน่อยหรืออาจไม่เจาะตรวจให้เลยก็ได้ในขณะนั้น


ข. การให้คำปรึกษาในกรณีที่ผลการทดสอบเป็นลบ

(1) จะต้องอธิบายให้ผู้ที่ผ่านการตรวจเอดส์แล้ว ให้เข้าใจว่าแม้ผลจะเป็นลบ เขาก็ยังอาจมีการติดเชื้อเอดส์อยู่ในตัวซึ่งสามารถแพร่ไปสู่ผู้อื่นได้เพราะ 2 คนใน 1,000 คน ที่ติดเชื้ออาจให้ผลเลือดเอดส์เป็นลบได้ ซึ่งอาจเป็นเพราะว่ายังเร็วเกินไปที่จะตรวจพบเนื่องจากยังอยู่ในระยะฟักตัวของการที่มีเลือดบวกคือช่วง 2-3 เดือนแรกภายหลังได้รับเชื้อเข้าไป หรืออาจเป็นเพราะว่าภูมิต้านทานของเขาไม่ดี จึงไม่สามารถสร้างแอนติบอดีย์หรือภูมิคุ้นเคยต่อไวรัสเอดส์ได้ ดังนั้นเพื่อความไม่ประมาท จึงควรใส่ถุงยางอนามัยเวลาที่จะมีเพศสัมพันธ์กับภรรยาและไม่ไปบริจาคเลือดให้กับผู้อื่น รออีก 3 เดือน จึงไปตรวจอีกครั้งให้มั่นใจ


(2) การที่มีเลือดเอดส์ลบ ไม่ใช่เป็นหนังสือรับรองว่า เขาสามารถมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อไปได้เพราะปลอดภัยแล้ว ในทางกลับกัน การที่ผลตรวจเลือดเอดส์ยังเป็นลบอยู่ทั้งๆ ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอดส์ควรถือเป็นศุภฤกษ์ที่ตัวเองจะเปลี่ยนหรือปรับพฤติกรรมเสี่ยงนั้นเสีย ให้ไม่เสี่ยงหรือเสี่ยงน้อยลง แทนที่จะเสี่ยงต่อไปเรื่อยๆ แล้วต้องใจหายใจคว่ำกับการตรวจเลือดแต่ละครั้ง ดังนั้นการที่ได้ผลเลือดเอดส์เป็นลบจึงเป็นโอกาสดีที่จะให้คำปรึกษาแนะนำ เพื่อให้เขาเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงได้ ไม่ใช่สักแต่ส่งผลการตรวจเลือดออกไปเฉยๆ


ค. การให้คำปรึกษาในกรณีที่ผลเลือดเอดส์เป็นบวกจริง

(1) ห้ามบอกผลทางโทรศัพท์หรือทางไปรษณีย์


(2) ควรให้มารับทราบผลการตรวจจากแพทย์หรือเจ้าหน้าที่โดยตรง เพื่อจะได้ทราบพฤติกรรมเสี่ยง จะได้ตรวจร่างกาย และให้คำปรึกษาแนะนำ พร้อมทั้งจะได้เจาะเลือดตรวจเอดส์ซ้ำอีกครั้งหนึ่ง เพื่อป้องกันการสลับหลอดเลือดกันหรือความผิดพลาดทางเทคนิคอื่นๆ


(3) ในกรณีที่ยังไม่ทราบผลการทดสอบยืนยัน และมีความจำเป็นที่จะต้องให้คำปรึกษาแนะนำไปก่อนก็อธิบายให้เข้าใจว่าการทดสอบเอดส์อาจมีผลบวกเทียมได้ ให้รอคอยผลการทดสอบยืนยัน พร้อมทั้งให้คำปรึกษาแนะนำเชิงไม่ไปแพร่เชื้อให้ผู้อื่นไปพลางก่อน


(4) ควรให้ผู้ติดเชื้อทราบว่าการมีเลือดเอดส์บวก ไม่ได้บอกว่าจะต้องเป็นโรคเอดส์เต็มขั้นหรือต้องตายเสมอไป จะมีเพียงบางคนเท่านั้นเองที่จะมีอาการมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงตายในที่สุด บางรายอาจไม่มีอาการอะไรเลยเกิน 10 ปีขึ้นไป และถึงตอนนั้นอาจมียาชงัด ๆ ออกมารักษาก็ได้จึงอย่าเพิ่งหมดกำลังใจ


(5) ผู้ติดเชื้อควรเลิกพฤติกรรมเสี่ยง เพราะถ้าทำต่อ การได้รับเชื้อเอดส์และเชื้ออื่นๆเข้าไปอีก จะยิ่งทำให้ภูมิต้านทานเสื่อมลงไปมากขึ้น ไวรัสเอดส์อาจกำเริบขึ้นมา และทำให้เกิดอาการมากขึ้นได้


(6) การที่มีเลือดเอดส์บวก ส่วนใหญ่จะมีไวรัสเอดส์อยู่ในตัว จึงสามารถแพร่เชื้อไปสู่คนอื่น ๆ เขาจึงควรระวังป้องกันไม่ให้เชื้อเอดส์ในเลือดหรือในสิ่งคัดหลั่งของเขาติดไปสู่คนอื่น เช่น ต้องใส่ถุงยางอนามัยขณะร่วมเพศ ห้ามไปบริจาคเลือด และไม่ควรใช้ของมีคมร่วมกับคนอื่น เป็นต้น

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น