วันพุธที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2555

บทนำ






         โรคเอดส์เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเอช-ไอ-วี (HIV หรือ Human Immunodeficiency Virus) ซึ่งจะโจมตีเม็ดเลือดขาวหลายชนิดในร่างกายทำให้เม็ดเลือดขาวทำงานไม่ดีหรือถูกทำลายไปในที่สุด มีผลทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายอ่อนแอลง ทำให้เกิดโรคติดเชื้อแทรกซ้อนต่างๆ ได้ง่าย บางโรคก็มียารักษา บางโรคก็ยังไม่มียารักษา รักษาโรคหนึ่งหายก็จะเป็นอีกโรคหนึ่ง ทำให้สุขภาพทรุดโทรมลงไปเรื่อยๆจนเสียชีวิตในที่สุด ในปัจจุบันยังไม่มียาอะไรที่จะกำจัดเชื้อเอช-ไอ-วี ให้หมดไปจากร่ายกายได้ จะมีก็แต่ยาที่จะลดปริมาณเชื้อลงจน ถึงระดับที่จะไม่ไปทำอันตรายระบบภูมิต้านทานของร่างกาย แต่ยาราคาแพง และต้องกินไปเรื่อยๆ คนที่ไม่มีสตางค์จะซื้อยากินชีวิตก็จะสั้น ฟังดูแล้วโรคเอดส์ก็น่าจะเหมือนโรคเรื้อรังทั่วไปที่ต้องกินยารักษาไปเรื่อยๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว โรคเอดส์ไม่ใช่เป็นโรคทาง กายอย่างเดียว แต่มีผลกระทบทางด้านจิตใจต่อผู้ป่วยและครอบครัวมากกว่าโรคร้ายๆ อื่นๆ เช่นมะเร็งหลายเท่าตัว คนที่ติดเชื้อหรือครอบครัวของคนที่ติดเชื้อจะไม่กล้าเล่าให้คนอื่นฟังว่าตนเอง หรือญาติของตนเองติดเชื้อ เพราะกลัวคนอื่นจะรังเกียจหรือดูถูก นอกจากนี้โรคเอดส์ยังมีผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจ และสังคมทั้งในระดับครอบครัว และระดับประเทศ จนเป็นที่คาดกันว่าบางประเทศอาจล่มสลายเพราะโรคนี้

ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงมีความจำเป็นที่จะต้องนำเรื่องโรคเอดส์มาพูดกันบ่อย ๆ เพื่อเตือนสติป้องกันไม่ให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น เพราะเป็นโรคที่ป้องกันได้ และเพื่อลดผลกระทบจากโรคเอดส์ในผู้ที่ติดเชื้อแล้วให้เบาบางลง


1. ประวัติโรคเอดส์


ประวัติโรคเอดส์


      โรคเอดส์มีการรายงานเป็นครั้งแรกในปีพ.ศ. 2524 ในประเทศสหรัฐอเมริกา นับถึงปัจจุบันก็ได้ 20 ปีแล้ว โดยพบว่าชายรักร่วมเพศ(เกย์) และคนที่ฉีดยาเสพติดตามเมืองใหญ่ๆ ในสหรัฐอเมริกา ป่วยเป็นโรคติดเชื้อซึ่งโดยปกติแล้วจะพบในคนที่ภูมิต้านทานไม่ดีเช่น คนแก่ คนที่เป็นมะเร็ง หรือคนไข้ที่ได้รับยากดภูมิต้านทาน จึงเรียกโรคที่พบใหม่นี้ว่าโรคภูมิต้านทานบกพร่อง หรือโรคเอดส์ (AIDS ย่อมากจากคำว่า Acquired= เกิดขึ้นภายหลัง ไม่ใช่เป็นแต่กำเนิด, Immune= ภูมิคุ้มกัน, Deficiency= บกพร่องหรือเสียไป, Syndrome= กลุ่ม อาการหรือมีอาการได้หลาย ๆ อย่าง) ดังนั้นโรคเอดส์จึงเป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากภูมิคุ้มกันของร่างกายบกพร่องไปซึ่งไม่ได้เป็นมาโดย กำเนิดและจากการที่เกิดโรคเอดส์ขึ้นพร้อมๆ กันในคนเฉพาะกลุ่ม(เกย์ และคนที่ติดยาเสพติด) จึงทำให้สงสัยว่าโรคเอดส์น่าจะเป็นโรคติดต่อ โดยติดต่อแพร่กระจายในคนกลุ่มนั้น ๆ จึงมีความพยายามที่จะแยกหรือเพาะเลี้ยงเชื้อจากเลือด และสิ่งคัดหลั่งของผู้ที่เป็นโรคเอดส์จนในที่สุดในปีพ.ศ. 2526 ศาสตราจารย์โร

เบิร์ต กาลโล (Robert Gallo) จากสหรัฐอเมริกา และศาสตราจารย์ลุค มอนทาเนียร์
(Luc Montagnier) จากฝรั่งเศสก็สามารถแยกเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคเอดส์ได้ เรียกชื่อไวรัสนี้ว่า เอช-ไอ-วี HIV=Human Immunodeficiency Virus หรือไวรัสที่ทำให้เกิดภาวะภูมิต้านทานบกพร่องในคน)
ปัจจุบันพบว่าเชื้อเอช-ไอ-วี มีมากกว่า 10 สายพันธุ์ กระจัดกระจายอยู่ตามประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกที่พบในประเทศไทยมี 2 สายพันธุ์ คือสายพันธุ์ B ซึ่งแพร่ระบาดในกลุ่มเกย์ และคนที่ติดยาเสพติด กับสายพันธุ์ E หรือ A/E ซึ่งแพร่ระบาดในคนที่มีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายกับหญิง สายพันธุ์ที่ต่างกันมีความสำคัญในการพัฒนาวัคซีนที่จะใช้กับกลุ่มคนหรือประเทศที่ต่างกัน และอาจมีความสำคัญในการทดสอบตรวจหาเชื้อ ซึ่งในบางกรณีอาจต้องใช้น้ำยาที่ใช้กับสายพันธุ์นั้นๆ โดยเฉพาะ


สำหรับประวัติของโรคเอดส์ในประเทศไทยนั้น โรคเอดส์เริ่มเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่ปี2527 และเริ่มพบคนไข้ที่อยู่ในประเทศ ไทยเองตั้งแต่ปี2528 โดยในช่วง 3-4 ปีแรก แพร่ระบาดส่วนใหญ่ในกลุ่มเกย์ ต่อมาปีพ.ศ. 2531 จึงเริ่มแพร่ระบาดในกลุ่มที่ติดยาเสพติด โดยการฉีด ปีถัดมาจึงเริ่มระบาดเข้าไปในกลุ่มหญิงบริการทางเพศ ในปี 2533 เริ่มพบว่าชายที่เที่ยวหญิงบริการและเป็นกามโรคมีการติดเชื้อเอดส์เพิ่มสูงขึ้น และตั้งแต่ปี 2534 เป็นต้นมา โรคเอดส์ก็แพร่เข้าไปในสถาบันครอบครัวเต็มรูปแบบ กล่าวคือสามีแพร่ให้ภรรยา ภรรยาตั้งครรภ์ก็ถ่ายทอดไปสู่ลูก เลยทำให้ระบาดไปเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็วคล้ายไฟลามทุ่ง เพราะสังคมหรือสถาบันชาติประกอบด้วยสถาบันครอบครัวย่อยๆมารวมกัน

2. ไวรัสเอดส์ทำให้เกิดโรคได้อย่างไร ?



      ไวรัสเอดส์(HIV) มีสายพันธุกรรมหรือยีนส์เป็นอาร์-เอ็น-เอ (RNA) แทนที่จะเป็นดี-เอ็น-เอ(DNA) เหมือนกับเซลล์ของสิ่งมีชีวิตชั้นสูงทั่วไป สายพันธุกรรมจะถูกอัดแน่นอยู่ในแกนกลาง ซึ่งจะถูกห่อหุ้มอีกชั้นหนึ่งด้วยเปลือกนอกซึ่งมีปุ่มยื่นออกมาภายนอก (รูปที่ 1 ปุ่มเหล่านี้ (ซึ่งมีชื่อว่า gp120) มีความสำคัญในการไปเกาะติดกับเซลส์ของร่างกายที่ไวรัสเอดส์จะบุกรุกเข้าไป เซลล์เหล่านี้จะมีโปรตีนพิเศษบนเซลล์ (เรียก CD4) ซึ่งพอเหมาะที่จะใ ห้gp120 ของไวรัสมาเกาะ เมื่อเกาะแล้ว ไวรัสเอดส์จึงจะเข้าสู่เซลล์ของร่ายกายได้ โดยถอดเปลือกนอกออก เอาแต่สายพันธุกรรมหรอือาร์-เอ็น-เอ ของไวรัสเข้าไปในเซลล์

เมื่อเข้าไปภายในเซลล์ ไวรัสเอดส์จะสามารถเปลี่ยนสายพันธุกรรมของมันจาก อาร์-เอ็น-เอ ให้กลายเป็น ดี-เอ็น-เอ ซึ่งจะสามารถสอดแทรกเข้าไปในสายพันธุกรรมของเซลล์ร่างกายซึ่งเป็น ดี-เอ็น-เอได้ เมื่อสอดแทรกเข้าไปเรียบร้อยแล้ว เวลาเซลล์ของร่างกายแบ่งตัวก็จะมีสายพันธุกรรมชนิด ดี-เอ็น-เอของไวรัสแบ่งตัวตามเข้าไปอยู่ในเซลล์ใหม่ด้วย ทำให้ไวรัสเอดส์ถูกกำจัดให้หมดจากร่างกายได้ยาก
ในขณะเดียวกันไวรัสเอดส์ในเซลล์ก็สามารถแบ่งตัวได้ด้วย โดยเปลี่ยนสายพันธุกรรมกลับมาเป็น อาร์-เอ็น-เอ และสร้างโปรตีนมาเป็นเปลือกห่อหุ้มตัวแล้วแตกตัวออกจากเซลล์ที่อาศัยอยู่เดิม ไปบุกรุกเซลล์อื่นต่อไป โดยเซลล์เดิมอาจถูกทำลายหรือตายได้

     เซลล์ของร่างกายคนที่สามารถถูกไวรัสเอดส์บุกรุกเข้าไปได้ส่วนใหญ่ จะเป็นเซลล์ที่มี CD4 อยู่บนผิวเซลล์ ที่สำคัญได้แก่เม็ดโลหิตขาวชนิดลิมโฟซัยท์(Lymphocyte) โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวก ที-ลิม-โฟ-ซัยท์ ซึ่งมีหน้าที่ถูกทำลายไปภูมิต้านทานของร่างกายก็จะเสียไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งภูมิต้านทานชนิดอาศัยเซลล์ ซึ่งใช้ต่อสู้หรือกำจัดจุลชีพง่ายๆ ที่มีอยู่ทั่วไป และกำจัดเซลล์มะเร็งทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสติดเชื้อที่เกิดขึ้นจากจุลชีพจำพวกฉกฉวยโอกาสเหล่านี้ได้ง่าย และเป็นมะเร็งบางชนิดได้ง่าย ซึ่งก็เป็นกลุ่มอาการของโรคเอดส์นั่นเอง นอกจากนี้ ไวรัสเอดส์ยังสามารถบุกรุกเข้าไปในเซลล์อื่นๆ เช่นเซลล์ที่เกี่ยวกับการรับรู้สิ่งแปลกปลอม เซลล์สมอง และเซลล์ของ เยื่อบุทางเดินอาหารเป็นต้น ผลลัพธ์คือทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายเสียไป และมีอาการทางสมอง หรือทางเดินอาหารได้

     เนื่องจากไวรัสเอดส์พบส่วนใหญ่ในเม็ดโลหิตขาว ดังนั้นเลือดของผู้ป่วยจึงมีเชื้อเอดส์อยู่มากที่สุดรองลงมาเป็นน้ำกามของผู้ชาย และน้ำเมือกที่อยู่ในช่องคลอดของผู้หญิง โดยถ้ายิ่งมีเม็ดโลหิตขาวปะปนอยู่ในน้ำเหล่านี้มากก็ยิ่งมีไวรัสเอดส์อยู่มาก ส่วนน้ำลาย น้ำตา และสิ่งคัดหลั่งอื่นๆ ของผู้ป่วย ก็อาจพบมีไวรัสเอดส์ปะปนอยู่ได้บ้างแต่มีปริมาณน้อยมากๆ ขึ้นอยู่กับปริมาณของเม็ดโลหิตขาวที่ปะปนอยู่ในสิ่งคัดหลั่งหรือในสิ่งขับถ่ายเหล่านี้ ดังนั้นเหงื่อน้ำลาย น้ำตา และปัสสาวะของคนที่ติดเชื้อเอดส์จึงไม่เป็นอันตรายต่อผู้อื่นนอกจากจะมีเลือดปน



3. อาการของโรคเอดส์


อาการของโรคเอดส์
       คนที่สัมผัสกับโรคเอดส์ หรือคนที่ได้รับเชื้อเอดส์เข้าไปในร่างกาย ไม่จำเป็นต้องมีการติดเชื้อเอดส์เสมอไป ขึ้นกับจำนวนครั้งที่สัมผัส จำนวนและความดุร้ายของไวรัสเอดส์ที่เข้าสู่ร่างกายและภาวะภูมิต้านทานของร่างกาย ถ้ามีการติดเชื้อ อาการที่เกิดขึ้นมีได้หลายรูปแบบหรือหลายระยะตามการดำเนินของโรค
ระยะที่ 1 : ระยะที่ไม่มีอาการอะไร
     ภายใน2-3 อาทิตย์แรกหลังจากได้รับเชื้อเอดส์เข้าไป ราวร้อยละ 10 ของผู้ติดเชื้อจะมีอาการคล้ายๆ ไข้หวัด คือมีไข้ เจ็บคอ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว ต่อมน้ำเหลืองโต ผื่นตามตัว แขน ขาชาหรืออ่อนแรง เป็นอยู่ราว 10-14 วันก็จะหายไปเอง ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาจไม่สังเกต นึกว่าคงเป็นไข้หวัดธรรมดา
ราว 6-8 สัปดาห์ภายหลังติดเชื้อ ถ้าตรวจเลือดจะเริ่มพบว่ามีเลือดเอดส์บวกได้ และส่วนใหญ่จะตรวจพบว่ามีเลือดเอดส์บวกภายหลัง 3 เดือนไปแล้ว โดยที่ผู้ติดเชื้อจะไม่มีอาการอะไรเลย เพียงแต่ถ้าไปตรวจก็จะพบว่ามีภูมิคุ้นเคยต่อไวรัสเอดส์อยู่ในเลือด หรือที่เรียก ว่าเลือดเอดส์บวก ซึ่งแสดงว่ามีการติดเชื้อเอดส์เข้าไปแล้ว ร่างกายจึงตอบสนองโดยการสร้างโปรตีนบางอย่างขึ้นมาทำปฏิกิริยากับไวรัสเอดส์เรียกว่าแอนติบอดีย์(antibody) เป็นเครื่องแสดงว่าเคยมีเชื้อเอดส์เข้าสู่ร่างกายมาแล้ว แต่ก็ไม่สามารถจะเอาชนะไวรัสเอดส์ได้คนที่มีเลือดเอดส์บวกจะมีไวรัสเอดส์อยู่ในตัวและสามารถแพร่โรคให้กับคนอื่นได้ น้อยกว่าร้อยละ 5 ของคนที่ติดเชื้ออาจต้องรอถึง 6 เดือนกว่าจะมีเลือดเอดส์บวกได ดังนั้นคนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงมา เช่น แอบไปมีสัมพันธ์กับหญิงอื่นที่ไม่ใช่ภรรยา โดยไม่ได้ใส่ถุงยางอนามัยป้องกัน ตรวจตอน 3 เดือน แล้วไม่พบก็ต้องไปตรวจซ้ำอีกตอน 6 เดือน โดยในระหว่างนั้นก็ต้องใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งเวลามีเพศสัมพันธ์กับภรรยา และห้ามบริจาคโลหิตให้ใครในระหว่างนั้น

      ผู้ติดเชื้อบางรายอาจมีต่อมน้ำเหลืองตามตัวโตได้ โดยโตอยู่เป็นระยะเวลานานๆ คือเป็น
เดือนๆ ขึ้นไป ซึ่งบางรายอาจคลำพบเอง หรือไปหาแพทย์แล้วแพทย์คลำพบ ต่อมน้ำเหลืองที่โตนี้มีลักษณะเป็นเม็ดกลมๆ แข็งๆ ขนาด1-2 เซนติเมตร อยู่ใต้ผิวหนังบริเวณด้านข้างคอทั้ง 2 ข้าง(รูปที่ 2) ข้างละหลายเม็ดในแนวเดียวกัน คลำดูแล้วคลายลูกประคำที่คอไม่เจ็บ ไม ่แดง นอกจากที่คอต่อมน้ำเหลืองที่โตยังอาจพบได้ที่รักแร้และขาหนีบทั้ง 2 ข้าง แต่ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบมีความสำคัญน้อยกว่าที่อื่นเพราะพบได้บ่อยในคนปกติทั่วไป ต่อมน้ำเหลืองเหล่านี้จะเป็นที่พักพิงในช่วงแรกของไวรัสเอดส์ โดยไวรัสเอดส์จะแบ่งตัวอย่างมากในต่อมน้ำเหลืองที่โตเหล่านี้


ระยะที่ 2 : ระยะที่เริ่มมีอาการหรือระยะที่มีอาการสัมพันธ์กับเอดส์
     เป็นระยะที่คนไข้เริ่มมีอาการ แต่อาการนั้นยังไม่มากถึงกับจะเรียกว่าเป็นโรคเอดส์เต็มขั้น อาการในช่วงนี้อาจเป็นไข้เรื้อรัง น้ำ หนักลด หรือท้องเสียงเรื้อรัง โดยไม่ทราบสาเหตุ นอกจากนี้อาจมีเชื้อราในช่องปาก(รูปที่ 3), งูสวัด(รูปที่ 4), เริมในช่องปาก หรืออวัยวะ เพศ ผื่นคันตามแขนขา และลำตัวคล้ายคนแพ้น้ำลายยุง(รูปที่ 5)
จะเห็นได้ว่า อาการที่เรียกว่าสัมพันธ์กับเอดส์นั้น ไม่จำเพาะสำหรับโรคเอดส์เสมอไป คนที่เป็นโรคอื่นๆ ก็อาจมีไข้ น้ำหนักลด ท้องเสีย เชื้อราในช่องปาก งูสวัด หรือเริมได้ ดังนั้นจึงไม่ใช่ว่าถ้ามีอาการเหล่านี้จะต้องเหมาว่าติดเชื้อเอดส์ไปทุกร้าย ถ้าสงสัยควรปรึกษา แพทย์และตรวจเลือดเอดส์พิสูจน์


ระยะที่ 3 : ระยะโรคเอดส์เต็มขั้น หรือที่ภาษาทางการเรียกว่าโรคเอดส์
      เป็นระยะที่ภูมิต้านทานของร่ายกายเสียไปมากแล้ว ผู้ป่วยจะมีอาการของการติดเชื้อจำพวกเชื้อฉกฉวยโอกาสบ่อย ๆ และเป็นมะเร็งบางชนิด เช่น แคโปซี่ ซาร์โคมา(Kaposi's sarcoma) และมะเร็งปากมดลูก
การติดเชื้อฉกฉวยโอกาส หมายถึง การติดเชื้อที่ปกติมีความรุนแรงต่ำ ไม่ก่อโรคในคนปกติแต่ถ้าคนนั้นมีภูมิต้านทานต่ำลง เช่นจากการเป็นมะเร็ง หรือจากการได้รับยาละทำให้เกิดวัณโรคที่ปอด ต่อมน้ำเหลือง ตับ หรือสมองได้ รองลงมาคือเชื้อพยาธิที่ชื่อว่านิวโมซิส-ตีส-คารินิไอ ซึ่งทำให้เกิดปอดบวมขึ้นได้(ไข้ ไอ หายใจเหนื่อยหอบ) ต่อมาเป็นเชื้อราที่ชื่อ คริปโตคอคคัสซึ่งทำให้เยื่อหุ้มสมองอักเสบ มีอาการไข้ ปวดศีรษะ ซึมและอาเจียน นอกจากนี้ยังมีเชื้อฉกฉวยโอกาสอีกหลายชนิด เช่นเชื้อพยาธิที่ทำให้ท้องเสียเรื้อรัง และเชื้อซัยโตเมก กะโลไวรัส (CMV) ที่จอตาทำให้ตาบอด หรือที่ลำไส้ทำให้ปวดท้อง ท้องเสีย และถ่ายเป็นเลือดเป็นต้นในภาคเหนือตอนบน มีเชื้อราพิเศษ ชนิดหนึ่งชื่อ เพนนิซิเลียว มาร์เนฟฟิโอ ชอบทำให้ติดเชื้อที่ผิวหนัง(รูปที่ 6) ต่อมน้ำเหลืองและมีการติดเชื้อในกระแสโลหิตแคโปซี่ ซาร์โค มา เป็นมะเร็งของผนังเส้นเลือด ส่วนใหญ่จะพบตามเส้นเลือดที่ผิวหนัง มีลักษณะเป็นตุ่มนูนสีม่วงๆ แดงๆ บนผิวหนัง คล้ายจุดห้อเลือด หรือไฝ ไม่เจ็บไม่คันค่อยๆ ลามใหญ่ขึ้น ส่วนจะมีหลายตุ่ม(รูปที่ 7) บางครั้งอาจแตกเป็นแผล เลือดออกได้ บางครั้งแคโปซี่ซาร์โคมา อาจเกิดในช่องปากในเยื่อบุทางเดินอาหาร ซึ่งอาจทำให้มีเลือดออกมากๆ ได้ นอกจากนี้ ผู้ป่วยอาจเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง หรือมะเร็งปากมดลูกได้ ดังนั้นผู้หญิงที่ติดเชื้อเอดส์จึงควรพบแพทย์เพื่อตรวจมะเร็งปากมดลูกทุก 6 เดือน
นอกจากนี้คนไข้โรคเอดส์เต็มขั้นอาจมีอาการทางจิตทางประสาทได้ด้วยโดยที่อาจมีอาการหลงลืมก่อนวัย เนื่องจากสมองฝ่อเหี่ยว หรือมีอาการของโรคจิต หรืออาการชักกระตุก ไม่รู้สึกตัว แขนขาชาหรือไม่มีแรง บางรายอาจมีอาการปวดร้าวคล้ายไฟช๊อตหรือปวดแสบปวดร้อน หรืออาจเป็นอัมพาตครึ่งท่อน ปัสสาวะ อุจจาระไม่ออก เป็นต้น


ในแต่ละปีหลังติดเชื้อเอดส์ร้อยละ 5-6 ของผู้ที่ติดเชื้อจะก้าวเข้าสู่ระยะเอดส์เต็มขั้นส่วนใหญ่ของคนที่เป็นโรคเอดส์เต็มขั้นแล้ว จะเสียชีวิตภายใน2-4 ปี จากโรคติดเชื้อฉกฉวยโอกาสที่เป็นมาก รักษาไม่ไห หรือโรคติดเชื้อที่ยังไม่มียาที่จะรักษาอย่างได้ผล หรือเสียชีวิตจากมะเร็งที่เป็นมากๆ หรือค่อยๆ ซูบซีดหมดแรงไปในที่สุด พบว่ายาต้านไวรัสเอดส์ที่ใช้กันอยู่ในขณะนี้ในประเทศตะวันตกสามารถยืดชีวิตคนไข้ออกไปได้10-20 ปี และมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น หรืออาจอยู่จนแก่ตายได้

4. โรคเอดส์ติดต่อกันได้อย่างไร


โรคเอดส์ติดต่อกันได้อย่างไร

      เพื่อให้เข้าใจและจำกันได้ง่ายๆ เชื้อโรคเอดส์ติดต่อกันได้ 2 ทางใหญ่ๆ คือ ทางเพศและทางเลือดทางเพศ การมีเพศสัมพันธ์สำ ส่อนระหว่างชายกับชาย และชายกับหญิงจะมีโอกาสติดเชื้อโรคเอดส์ได้ถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมีเชื้ออยู่ในตัว เพราะเชื้อโรคเอดส์จะออกมากับน้ำกามของผู้ชาย และออกมากับน้ำเมือกในช่องคลอดของผู้หญิงที่เป็นโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งอยู่ในเม็ดโลหิตขาวที่ปะปนออกมากับน้ำกามและน้ำเมือก ดังนั้นถ้ายิ่งมีเลือดออก เช่น การร่วมเพศขณะมีประจำเดือนหรือขณะที่ประจำเดือนยังไม่หมดดีหรือถ้ามีบาดแผล เช่น การมีแผลกามโรคมีเลือด หรือ น้ำเหลืองไหลเยิ้มมาก็ยิ่งถ่ายทอดโรคให้คนอื่นได้ง่ายขึ้น หรือถ้าฝ่ายผู้รับเชื้อมีบาดแผลเช่นบาดแผลที่เกิดจากการฉีดขาดระหว่างการร่วมเพศ (เช่นการถูกร่วมเพศทางทวารหนักหรือการร่วมเพศที่รุนแรงเกินไป) หรือที่เกิดจากการที่มีแผลกามโรคอยู่เดิมก็จะยิ่งทำให้รับเชื้อเอดส์ได้ง่ายขึ้น ดังนั้น การรักษาแผลกามโรคและการใส่ถุงยางอนามัยขณะร่วมเพศกับคนที่ไม่ใช่เป็นภรรยาหรือสามีของตนจึงเป็นทางหนึ่งที่จะป้องกันโรคเอดส์ได้
อย่างไรก็ตาม การมีเพศสัมพันธ์เพียงครั้งเดียวโดยไม่ได้ป้องกัน หรือโดยไม่มีบาดแผล ก็สามารถติดเอดส์ได้ และการมีเพศสัมพันธ์กับหญิงสมัครเล่น(ไม่ใช่หญิงบริการ) ก็สามารถติดเอดส์ได้เช่นเดียวกัน เพราะไม่ทราบว่าเขาไป "สมัครเล่น" กับคนอื่นอีกกี่คนก่อนมาถึงเรา !


ทางเลือด หรือผลิตภัณฑ์ของเลือด

- การรับเลือดที่มีเชื้อเอดส์เข้าไป เช่นโดยการถ่ายเลือด แต่เลือดที่ให้กันในบ้านเราในปัจจุบัน
ได้รับการตรวจเอดส์อย่างดีแล้ว โอกาสติดเอดส์จึงมีน้อยมาก
- การใช้เข็มฉีดยาที่เปื้อนเลือดของคนที่ติดเชื้อโรคเอดส์ เช่น การใช้เข็มฉีดยาร่วมกันในกลุ่มผู้ติดยาเสพติดโดยการฉีดยาเข้าเส้นเลือด
- การติดต่อจากแม่ไปสู่ลูก โดยผ่านรก หรือโดยการปนเปื้อนเลือดแม่ระหว่างคลอด เช่น เข้าทางรอยตัดของสายสะดือเด็กหรือโดยการกลืนกินเลือดหรือน้ำคร่ำของแม่เข้าไปในระหว่างคลอด ส่วนการติดต่อโดยผ่านทางน้ำนมก็เกิดจากมีเม็ดโลหิตขาวปะปนอยู่ในน้ำนมของแม่ที่ติดเชื้อ จึงอาจอนุโลมจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกันกับการติดต่อทางเลือด
- การปลูกถ่ายอวัยวะ หรือการผสมเทียม ถ้าอวัยวะหรือน้ำอสุจิที่นำมาให้กับคนไข้มาจากคนที่มีเชื้อเอดส์อยู่ เนื่องจากมีการปนเปื้อนด้วยเลือดหรือเม็ดโลหิตขาวที่มีเชื้ออยู่
- การถูกเข็มหรือของมีคมที่เปื้อนเลือดเอดส์ตำ เช่น การที่บุคลากรทางการแพทย์ถูกเข็มที่เปื้อนเลือดตำ การใช้เข็มหรือเครื่องมือทางการแพทย์ไม่สะอาด การสัก การฝังเข็ม การเจาะรูตุ้มหู รวมตลอดจนถึงการเสริมสวยที่ใช้ของมีคม ซึ่งไม่สะอาด แต่โอกาสติดเอดส์ จากวิธีเหล่านี้มีน้อยมากคือ น้อยกว่า 0.5%
ดังนั้น การที่รู้ว่าโรคเอดส์ติดต่อกันได้อย่างไร จะได้นำไปคิดและนำไปปฏิบัติเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองติดเชื้อโรคเอดส์ หรือป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเอดส์จากตัวเองแพร่ไปสู่ผู้อื่นในกรณีที่ตัวเองติดเชื้ออยู่แล้ว

5. โรคเอดส์ไม่ติดต่อกันทางใด ?


โรคเอดส์ไม่ติดต่อกันทางใด ?
      ในปัจจุบัน คนไทยส่วนใหญ่พอจะรู้แล้วว่าโรคเอดส์ติดต่อได้อย่างไรและป้องกันได้อย่างไร แต่ที่ยังไม่ค่อยรู้ หรือรู้แล้วแต่ก็ไม่ค่อยมั่นใจหรือไม่ค่อยจะเชื่อก็คือวิธีที่จะไม่ติดเอดส์ ทำให้เกิดความกลัวไปต่างๆ นานา ดังนั้นแนวทางการให้สุขศึกษาเกี่ยวกับโรคเอดส์ในอนาคตจะต้องเน้นให้รู้อย่างถ่องแท้ว่าโรคเอดส์ไม่ติดต่อกันทางใด เพื่อจะช่วยลดความแตกตื่นหรือความกลัวอย่างไม่มีเหตุผลต่อโรคเอดส์ลง ซึ่งจะทำให้สุขภาพจิตดีขึ้น ไม่เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายในสังคม ในที่ทำงานหรือในสถานพยาบาล และยอมรับในการอยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อเอดส์ ซึ่งนับวันจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ ในบ้านเรา

(1) โรคเอดส์ไม่ติดต่อกัน โดยผ่านทางน้ำลาย น้ำมูก น้ำตา เสมหะ ปัสสาวะ อุจจาระ หรือเหงื่อ
      แม้ว่าอาจพบเชื้อโรคเอดส์ในน้ำคัดหลั่งเหล่านี้ได้ก็ตาม แต่ปริมาณเชื้อมีไม่มาก และโอกาสที่ผู้รับจะมีบาดแผลให้เชื้อเอดส์เข้าสู่ร่างกายเลยมีน้อย โอกาสจะติดจึงยาก มีผู้ประเมินเล่นๆ ว่าการที่จะติดเชื้อเอดส์จากน้ำลายได้นั้นคงต้องกันน้ำลายกันทีละหลายสิบลิตรทีเดียว ! ดังนั้นการพูดจา การร่วมรับประ ทานอาหาร การทำงานใกล้ชิด การจับเนื้อต้องตัว การพยาบาล การใช้แก้วน้ำ การใช้ส้วมหรือสระว่ายน้ำร่วมกับคนที่ติดเชื้อโรคเอดส์จึงไม ่เป็นการเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอดส์ เพราะมิฉะนั้นแล้วคนรอบข้างของผู้ป่วยโรคเอดส์กว่าสองแสนคนทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา ก็คงจะมีการติดเชื้อเข้าไปแล้วล้านๆ คน ซึ่งหาเป็นเช่นนั้นไม่ สาเหตุอีกประการหนึ่งที่คนรอบข้างของผู้ป่วยโรคเอดส์ไม่เสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคเอดส์ก็เพราะไวรัสโรคเอดส์ง่ายต่อการถูกทำลายด้วยความร้อน ความแห้ง สบู่ และน้ำยาฆ่าเชื้อต่างๆ มากกว่าเชื้อวัณโรค เชื้อไวรัสตับอักเสบ และเชื้ออื่นๆ อีกหลายชนิด

     ช่วงปลายปี 2543 มีข่าวทางสื่อมวลชนว่า พบมีไวรัสตัวใหม่ ซึ่งติดต่อทางน้ำลาย ชื่อ HHV-8 (human herpes virus type 8) ซึ่งเป็นไวรัสในกลุ่มเดียวกันกับไวรัสเริมและงูสวัด ซึ่งติดต่อกันได้โดยน้ำลายและสิ่งคัดหลั่ง เมื่อไวรัสนี้เข้าไปในคนที่ติดเชื้อเอดส์โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นชายรักร่วมเพศ จะทำให้ผู้ติดเชื้อเอดส์คนนั้นมีโอกาสจะเกิดมะเร็งของผนังหลอดเลือดที่เรียกว่า แคโปซี ซาร์โคม่า ซึ่งเป็นอาการหนึ่งของโรคเอดส์ได้ ไม่ได้แปลว่าไวรัสตัวนี้ หรือน้ำลายจะทำให้ติดเอดส์ได้ เพราะมีประชาชนหลายคนเริ่มตื่นกลัว

(2) ยุงไม่นำโรคเอดส์ แม้ว่าจะพบเชื้อโรคในตัวยุงได้ถ้ายุงไปกัดคนที่เป็นเอดส์ แต่เชื้อโรคเอดส์ในตัวยุงไม่แบ่งตัว
      โดยจะอยู่ในตัวยุงได้ไม่กี่ชั่วโมงก็จะตายไป เลือดผู้ป่วยที่เปื้อนอยู่ที่ปากยุงก็มีไม่มาก และอาจถูกทำลายโดยน้ำย่อยที่อยู่ในน้ำลายยุง ดังนั้นจึงยังไม่พบมีการระบาดของโรคเอดส์ภายในบ้านหรือหมู่บ้านที่มีคนไข้โรคเอดส์อยู่และยุงมากในบ้านหรือหมู่บ้านนั้น มิฉะนั้นแล้วเด็กซึ่งมักถูกยุงกัดบ่อยกว่าผู้ใหญ่จะต้องติดเชื้อโรคเอดส์ตามคนในบ้านไปมากมายแล้ว

6. สมุนไพรรักษาโรคเอดส์ได้ผลจริงหรือไม่ ?


สมุนไพรรักษาโรคเอดส์ได้ผลจริงหรือไม่ ?

        หลายปีที่ผ่านมาหลายคนอาจได้ยินเรื่องราวที่มีผู้อวดอ้างว่ามียา หรือวิธีการในการรักษาโรค
เอดส์ให้หายขาดได้ อย่างเช่นวันก่อนก็มีข่าวฮือฮาว่ารัฐบาลจะให้มะระขี้นกเป็นของขวัญปีใหม่ 2541
แก่ผู้ติดเชื้อเอดส์ทั่วประเทศ มีผู้ติดเชื้อหลงเชื่อไปรับการรักษาเป็นพัน ๆ ราย บางรายก็เรียกค่ารักษา
ไม่แพง หรือแล้วแต่บริจาค เอาปริมาณเข้าว่า บางรายก็เรียกกันแพง ๆ แล้วแต่ฐานะของผู้ป่วย
มีคนไข้มาปรึกษาบ่อย ๆ ว่าจะไปรักษาด้วยสมุนไพดีไหม ? คำตอบที่ให้ไปก็คือ ถ้าจะไป
ลองรักษาดูก็ไม่ว่าอะไร เพราะเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่จะดิ้นรนไปหาสิ่งที่ดีกว่า เพราะยังมีความ
หวัง เนื่องจากรู้อยู่ว่าโรคนี้ทางการแพทย์ยังไม่มียารักษาให้หายขาดได้ ดังนั้นเมื่อมีใครมาเสนอว่ามี
ยาที่รักษาหายได้ ก็อยากจะลองไปเป็นของธรรมดา จึงไม่คัดค้านถ้าคนไข้จะลองไปใช้สมุนไพรรักษา
ดูแต่ต้องแน่ใจว่าไม่เป็นการหลอกหลวงกัน โดยที่มีการเรียกค่ารักษาแพง ๆ จนผู้รักษารวยเอา ๆ ใน
ขณะที่ผู้ถูกรักษาจนลง ๆ และไม่มีการตั้งความหวังไว้สูงเกินไป เช่นรักษาแล้วหายขาด เพราะถ้า
ผิดหวังอาจกระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรง เอาแค่รักษาแล้วดีขึ้นก็พอใจแล้ว นอกจากนี้ต้องมั่นใจ
ว่าสมุนไพรหรือยาที่ใช้จะไม่ทำให้เกิดเป็นพิษเป็นภัยขึ้นมาโดยดูจากผู้ถูกรักษาเดิม หรือดูจากคุณสมบัติของสมุนไพรนั้น และจะยอมไม่ได้หากมีการบอกว่าการรักษาด้วยยาสมุนไพรจะต้องหยุดยาฝรั่งด้วย
เพราะจะเป็นการสูญเสียโอกาส และอาจเกิดผลเสียแก่คนไข้ก็ได้
ต้องยอมรับว่าคงมีสมุนไพรบางอย่างที่รับประทานแล้วกระตุ้นให้ภูมิต้านทานดีขึ้น น้ำหนักขึ้น
ท้องเสียดีขึ้น ผื่นคันลดลง ฯลฯ เพียงแต่อาการดีขึ้นก็น่าพอใจแล้ว ต้องช่วยกันพัฒนาออกมาใช้แพร่
หลาย เพื่อจะลดการสั่งเข้ายาจากต่างประเทศ ขบวนการพัฒนาต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหมอพื้น
บ้านผู้ป่วย และวงการแพทย์แผนปัจจุบันซึ่งมีเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่จะช่วยพิสูจน์ให้เร็วขึ้น ส่วนการที่
จะมีสมุนไพรไทยที่มีฤทธิ์ในการต้านไวรัสเอดส์ก็อาจเป็นไปได้ แต่คงต้องการขบวนการอีกมาก และ
อีกยาวนานที่จะพิสูจน์ว่าได้ผลเพียงใด แต่ที่จะรักษาให้หายขาดได้นั้นคงต้องเป็นปาฏิหารย์แน่